Search
  • Sasee Chanprapun

คำอธิบายเกี่ยวกับการแปลแบบล่ามการประชุม

Updated: Nov 14, 2020

การแปล การแปลแบบล่าม และการแปลแบบล่ามการประชุม

การแปลคือการสื่อความหมายจากภาษาต้นทาง (source language) ไปยังภาษาปลายทาง (target language) โดยผู้แปลใช้ความรู้ด้านภาษา (เช่น ความรู้เกี่ยวกับความหมายของคำ ไวยากรณ์ และการใช้) กับความรู้ด้านเนื้อหา (เช่น ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์) วิเคราะห์สารต้นฉบับเพื่อเข้าถึงความหมายในสารนั้น (เรียกว่าการตีความ) แล้วจึงนำความหมายที่วิเคราะห์ได้ไปถ่ายทอดเป็นภาษาปลายทางเพื่อให้ผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจภาษาต้นทางสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ถ่ายทอดนั้นได้ จึงถือว่าการแปลเป็นการสนับสนุนความเป็นพหุภาษา (multilingualism) และเนื่องจากภาษาตั้งอยู่ในบริบทของวัฒนธรรมการแปลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม (intercultural communication) ด้วย

การแปลแบบล่ามเป็นการแปลชนิดหนึ่งที่มีรูปแบบและเงื่อนไขทางเวลาแตกต่างไปจากการแปลเอกสารหรือการแปลด้วยวิธีเขียน การแปลแบบล่ามคือการแปลรูปแบบหนึ่งที่ผู้แปลมีโอกาสแปลได้ครั้งเดียวจากการฟังต้นฉบับเพียงครั้งเดียวเช่นกัน (Pöchhacker, 2016) การแปลแบบล่ามคือการรับสารในภาษาต้นทางด้วยการฟังหรือการดูภาษามือแล้วถ่ายทอดความหมายออกเป็นภาษาปลายทางด้วยการพูดหรือด้วยภาษามือ ในที่นี้จะขอพูดถึงเฉพาะการแปลแบบล่ามที่รับและส่งสารด้วยการฟังและพูด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นชนิดต่างๆได้ตามลักษณะการแปลและบริบทแวดล้อมตามแผนภูมิดังต่อไปนี้



แผนภูมิที่ 1 การแปล การแปลแบบล่าม และการแปลแบบล่ามพูดพร้อม

การแปลแบบล่ามอาจแบ่งตามบริบทการทำงานได้หลายอย่าง เช่นการแปลในศาล (court interpreting) การแปลในโรงพยาบาล (medical interpreting) หรือการแปลเพื่อติดต่อประสานงาน (liaison interpreting) ฯลฯ ซึ่งมักเป็นการแปลแบบพูดตาม (ล่ามรอให้ผู้พูดต้นฉบับพูดก่อนแล้วจึงพูดคำแปลตาม) และมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างสองฝ่ายโดยมีล่ามเป็นผู้ประสานอยู่ตรงกลาง การแปลในลักษณะนี้มักเรียกรวมกันว่าเป็นการแปลแบบล่ามชุมชน แต่ยังมีการแปลที่เกิดขึ้นในบริบทที่จำเพาะกว่า คือเกิดขึ้นเฉพาะในการประชุม (ทั้งขนาดเล็กและใหญ่) จึงเรียกว่าการแปลแบบล่ามการประชุม โดยหากแบ่งตามลักษณะการแปลแล้วอาจเป็นการแปลแบบพูดตามหรือการแปลแบบพูดพร้อมก็ได้ ในการแปลในทั้งสองบริบทนี้อาจมีการแปลอีกลักษณะหนึ่งซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างการแปลเอกสารและการแปลแบบล่ามแทรกอยู่ นั่นคือการแปลแบบล่ามจากเอกสาร (sight translation) ซึ่งหมายถึงการอ่านต้นฉบับจากเอกสารในภาษาต้นทางแล้วถ่ายทอดความหมายด้วยการพูดออกมาเป็นภาษาปลายทาง ในการแปลแบบล่ามชุมชนผู้เป็นล่ามอาจต้องแปลเอกสารราชการหรือเอกสารขององค์กรอื่นๆเพื่อให้ผู้ใช้บริการทราบเนื้อความในเอกสารนั้น ในการแปลแบบล่ามการประชุมผู้เป็นล่ามอาจต้องแปลเอกสารด้วยคำพูดแบบพูดตามเพื่อให้ที่ประชุมรับทราบเนื้อความในเอกสาร หรืออาจต้องแปลล่ามจากเอกสารแบบพูดพร้อมหากผู้พูดต้นฉบับอ่านข้อความจากเอกสารให้ที่ประชุมฟัง นอกจากนี้ยังอาจมีการใช้คำเรียกอื่นๆสำหรับการแปลแบบล่ามซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะและบริบทในการแปล เช่น การแปลแบบล่ามทหาร (military interpreting) การแปลแบบล่ามสื่อมวลชน (media interpreting) และการแปลแบบล่ามตามตัว (escort interpreting) ฯลฯ

การแปลแบบล่ามพูดตามและการแปลแบบล่ามพูดพร้อม

การแปลแบบล่ามพูดตามคือการแปลที่ล่ามรับสารในภาษาต้นฉบับด้วยการฟัง และพูดคำแปลออกมาในภาษาปลายทางเมื่อผู้พูดต้นฉบับเว้นช่วงให้ การแปลแบบล่ามพูดตามแบ่งออกเป็นการแปลแบบช่วงสั้น (short consecutive) คือการแปลเนื้อความในปริมาณไม่มากนักในแต่ละช่วง โดยล่ามอาจตกลงกับผู้พูดไว้ล่วงหน้าว่าให้เว้นช่วงเพื่อให้ตนพูดคำแปลเป็นช่วงๆไปจนกว่าจะจบการพูด การแปลแบบล่ามพูดตามอีกแบบคือการแปลแบบช่วงยาว (long consecutive) ซึ่งอาจไม่มีการเว้นช่วงให้แปลเลย แล้วให้ล่ามพูดคำแปลทั้งหมดเมื่อผู้พูดต้นฉบับพูดจบแล้วเท่านั้น การแปลแบบล่ามพูดตามแบ่งออกเป็นสองช่วงคือช่วงฟังต้นฉบับกับช่วงพูดคำแปล โดยในช่วงฟังต้นฉบับล่ามอาจจดบันทึกเนื้อความที่ตนฟังไปด้วยเพื่อเก็บไว้ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการพูดคำแปลต่อไป ข้อดีของการแปลแบบนี้คือไม่ต้องใช้อุปกรณ์การแปล (อาจใช้ไมโครโฟนและเครื่องขยายเสียงหากมีผู้เข้าประชุมจำนวนมาก) มีความคล่องตัวกว่า แต่มีข้อเสียตรงที่ใช้เวลานาน ผู้ประชุมบางส่วนอาจไม่ต้องการฟังคำแปลแต่ถูกบังคับให้ฟังโดยปริยาย

การแปลแบบล่ามพูดพร้อมคือการแปลที่ล่ามพูดคำแปลไปพร้อมกับฟังผู้พูดต้นฉบับพูดข้อความในช่วงต่อไปด้วยและพูดขณะที่ผู้พูดต้นฉบับยังพูดเนื้อความไม่จบ ล่ามจะพูดคำแปลผ่านอุปกรณ์การแปลแบบพูดพร้อม (SI equipment) ซึ่งนำเสียงแปลไปสู่หูฟังของผู้ใช้บริการ ข้อดีของการแปลแบบนี้คือประหยัดเวลาและสามารถแปลออกเป็นหลายภาษาได้ในเวลาเดียวกัน คนทั่วไปมักคิดว่าการแปลแบบล่ามพูดพร้อมเป็นการแปลที่ยากกว่าการแปลแบบล่ามพูดตามเพราะมีข้อจำกัดเรื่องเวลาและบริบทประกอบการตีความ แต่ที่จริงแล้วการแปลทั้งสองแบบใช้หลักการเดียวกันในการตีความ การแปลแบบล่ามพูดตามมีความท้าทายตรงที่หลังตีความได้แล้วล่ามต้องเรียบเรียงข้อมูลใหม่ (จัดระเบียบความคิดใหม่) เพื่อนำเสนอคำแปลออกมาในภาษาปลายทาง ส่วนการแปลแบบล่ามพูดพร้อมมีความท้าทายตรงที่ล่ามต้องทั้งฟัง คิด และพูดในเวลาเดียวกัน ติดต่อกันเป็นวงจรต่อเนื่องขณะแปล เนื่องจากการแปลแบบล่ามพูดพร้อมเป็นการแปลที่เกิดภาระทางปัญญาสูงมากจึงใช้ล่ามสองคนทำงานคู่กันโดยสลับกันแปลในช่วงสั้น ๆ ในการแปลแบบล่ามพูดตามก็อาจใช้ล่ามได้มากกว่าหนึ่งคนเช่นกัน ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและระยะเวลาที่ต้องแปล


กระบวนการแปลแบบล่าม

การแปลแบบล่ามใช้หลักการเดียวกันกับการแปลเอกสาร นั่นคือการถ่ายทอดความหมายซึ่งกระทำได้ในหลายลักษณะ เช่นถ่ายทอดแบบตรงตัวโดยหาคำในภาษาปลายทางมาแทนที่คำในภาษาต้นทาง การแปลแบบนี้อาจทำให้ได้ภาษาที่แนบชิดกับต้นฉบับมากที่สุด ผู้อ่านหรือผู้ฟังที่มีความรู้ในภาษาต้นฉบับสามารถเดาได้ว่าแปลมาจากคำอะไรในภาษาต้นฉบับ แต่การแปลแบบนี้มักไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปรับรูปประโยคให้สอดคล้องกับการใช้ (usage) หรือความนิยมของภาษาปลายทางเท่าไรนัก จึงมักเป็นคำแปลที่เข้าใจยาก ผู้อ่านผู้ฟังต้องคิดวิเคราะห์ข้อความที่เป็นคำแปลซ้ำอีกรอบหรืออีกหลายรอบจึงสามารถเข้าใจความหมายได้ การแปลอีกลักษณะหนึ่งซึ่งอยู่ในขั้วตรงข้ามกันคือการแปลแบบยึดความหมายเป็นหลักโดยให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาปลายทางที่เป็นธรรมชาติเข้าใจง่าย แต่เมื่ออ่านหรือฟังคำแปลอาจไม่สามารถคิดย้อนกลับไปได้ว่าข้อความในภาษาต้นฉบับใช้คำอะไรหรือใช้รูปประโยคแบบไหน ในทางปฏิบัติมักไม่มีการแปลที่ยึดขั้วใดแบบสุดโต่ง แต่ผู้แปลมักใช้แนวทางในการแปลแบบผสมผสาน เช่นผู้แปลอาจพยายามแปลให้แนบชิดทั้งคำและรูปประโยคในภาษาต้นทางให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในกรณีที่หากทำเช่นนั้นแล้วจะได้คำแปลที่ไม่เป็นธรรมชาติ เป็นภาษาปลายทางที่ฟังไม่รู้เรื่อง และอาจเป็นอุปสรรค์ต่อการเข้าใจ ผู้แปลก็อาจเปลี่ยนมาใช้แนวทางที่ยึดความหมายเป็นหลักมากขึ้นโดยคำนึงถึงคำและโครงสร้างประโยคในภาษาต้นฉบับน้อยลงเพราะนั่นเป็นวิธีที่จะทำให้การสื่อสารบรรลุผล ดังนั้นในการแปลงานหนึ่งชิ้นเข็มวัดความยึดติดคำและโครงสร้างตามต้นฉบับจึงกระดิกอยู่ตลอดเวลา ในบางคราวอาจชี้ไปในทิศทางที่ยึดต้นฉบับมากขึ้น แต่ในอีกหลายคราวอาจชี้ไปในทิศทางที่ยึดความหมายเป็นหลัก


แผนภูมิที่ 2 ความยึดติดคำและโครงสร้างต้นฉบับในการแปล

ภาษาที่ใช้ในต้นฉบับเป็นสิ่งรูปธรรมซึ่งเป็นตัวแทนความคิดนามธรรมที่ผู้พูดต้องการสื่อสาร เมื่อเราทราบว่าการแปลคือการถ่ายทอดความหมายเราจึงควรพยายามเข้าให้ถึงความหมายในต้นฉบับให้ได้เพื่อนำความหมายนั้นมาถ่ายทอด ปัญหาคือความหมายเป็นสิ่งนามธรรมที่เราไม่สามารถเห็นได้ชัดเจนเหมือนคำและโครงสร้างประโยคที่สามารถเขียน อ่าน พูด และฟังได้ ความหมายเป็นสิ่งซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้คำและโครงสร้างเหล่านั้น ซึ่งเราจะสามารถเข้าถึงความหมายได้ด้วยการคิดวิเคราะห์จนเกิดความเข้าใจ นอกจากหลักตรรกะแล้วสิ่งที่จะมาช่วยเราวิเคราะห์คือข้อมูล ในที่นี้จะขอแบ่งข้อมูลที่ใช้เพื่อวิเคราะห์ความหมายในต้นฉบับออกเป็นสองกลุ่มคือ ข้อมูลด้านภาษา (linguistic knowledge) และข้อมูลด้านเนื้อหา (extra-linguistic knowledge) ในจารีตของการเรียนภาษาต่างประเทศเรามักให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านภาษา เช่นเราเน้นการเรียนการสอนไปที่ความหมายของคำ หรือหลักไวยากรณ์ แต่ในการแปล ข้อมูลด้านเนื้อหานั้นมีความสำคัญมากตรงที่จะช่วยให้ผู้แปลเชื่อมโยงความหมายในต้นฉบับเข้ากับชีวิตจริงได้ เช่นคำว่า “นก” หากพิจารณาเฉพาะข้อมูลทางภาษาอาจทำให้เข้าใจว่าเป็นสัตว์ปีกชนิดหนึ่ง แต่หากพิจารณาด้วยข้อมูลทางเนื้อหาประกอบแล้วอาจหมายถึงอีกหลาย ๆ สิ่ง เช่นอาจเป็นคนที่ชื่อนก หรืออาจเป็นคำกริยาที่มีความหมายเฉพาะในกลุ่ม การตีความ (deverbalization) ต้นฉบับจึงต้องอาศัยการวิเคราะห์ทั้งข้อมูลด้านภาษาและข้อมูลด้านเนื้อหาประกอบกันเสมอ เพื่อให้ได้ความหมายบริสุทธิ์ที่ปราศจากอิทธิพลของภาษาต้นทาง (source language interference)


แผนภูมิที่ 3 กระบวนการตีความ


วิธีการตีความแบบหนึ่งที่จะช่วยลดอิทธิพลของภาษาต้นทางคือการคิดเป็นภาพ หากผู้เรียนเป็นคนที่คิดเป็นภาพอยู่แล้วในชีวิตประจำวันเรื่องนี้จะทำได้ง่ายมาก การเปลี่ยนภาษาที่ฟังในคำและโครงสร้างของภาษาต้นทางมาเป็นภาษากลาง(ภาพ)ที่ไม่มีทั้งคำและไม่มีทั้งโครงสร้างทางภาษาจะช่วยให้แยกความหมายนามธรรม (meaning) ออกจากตัวรูปแบบภาษา (form) (ที่เป็นคำและโครงสร้าง)ได้ง่ายขึ้น เมื่อวิเคราะห์เนื้อความออกมาได้ความหมายที่เป็นภาพ เนื้อความนั้นจึงเป็นเนื้อความที่ปลอดการปนเปื้อนจากภาษาต้นทาง ปลอดการจับคู่คำ และปลอดการจับคู่โครงสร้างประโยค ในขั้นตอนการพูดคำแปลผู้เรียนสามารถสื่อสารความหมายที่ต้องการโดยดูจากภาพ(ที่ตนได้สร้างขึ้นจากการตีความต้นฉบับ) ซึ่งจะมีการปนเปื้อนคำและโครงสร้างจากภาษาต้นฉบับน้อยกว่าการตีความด้วยการคิดเป็นคำพูด (เพราะหากคิดเป็นคำพูดจะต้องคิดเป็นภาษาใดภาษาหนึ่งและภาษาที่ใช้คิดจะส่งอิทธิพลต่อคำแปล) สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการคิดเป็นภาพอาจเริ่มฝึกโดยใช้หลักการดังนี้

หากเนื้อความเป็นการบรรยายภาพ (descriptive) ให้ตีความออกมาเป็นภาพนิ่งเหมือนดูภาพถ่ายหรือภาพเขียน

หากเนื้อความเป็นการบรรยายการกระทำ (narrative) ให้ตีความออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวเหมือนดูภาพยนต์

หากเนื้อความเป็นการให้เหตุผลหรืออธิบายความ (expository) ให้ตีความออกมาเป็นแผนภูมิหรือแผนที่ความคิด

ในเบื้องต้นผู้เรียนอาจพบว่ามีความไม่คล่องตัว และเมื่อเผลอจะกลับไปคิดโดยใช้คำพูดเหมือนเดิม แต่การคิดเป็นภาพเป็นทักษะที่ฝึกได้ และยิ่งใช้เวลาฝึกมากเท่าไรก็จะยิ่งมีความชำนาญในเทคนิควิธีมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการแปล

ภาระทางปัญญาในการแปลแบบล่ามพูดตามและการแปลแบบล่ามพูดพร้อม

การแปลแบบล่ามพูดตามแบ่งออกเป็นสองช่วงคือ ช่วงฟังต้นฉบับภาษาต้นทางและตีความ กับช่วงพูดคำแปลเป็นภาษาปลายทาง ทั้งสองช่วงนี้แยกออกจากกันโดยชัดเจน โดยล่ามอาจจดบันทึกข้อความควบคู่ไปกับการฟังในช่วงแรกด้วย หลายคนคิดว่าการแปลแบบล่ามพูดตามเป็นการแปลที่ง่ายกว่าการแปลแบบล่ามพูดพร้อมเพราะไม่ต้องพูดคำแปลไปพร้อมกับที่ฟังต้นฉบับและสามารถจดบันทึกเพื่อเตือนความจำได้ นั่นเป็นเพียงความเห็น แท้จริงแล้วการแปลทั้งสองแบบมีขั้นตอนที่ต่างกันแม้จะใช้หลักการเดียวกันคือการถ่ายทอดความหมาย ในการแปลแบบล่ามพูดตามช่วงแรกซึ่งเป็นช่วงผู้พูดต้นฉบับพูดข้อความ สิ่งที่ล่ามทำคือฟัง ตีความ และจดบันทึก ทักษะที่ใช้ในช่วงนี้คือทักษะการฟังข้อความในสำเนียงต่างๆที่พูดออกมาด้วยความเร็วไม่เท่ากันและใช้วิธีนำเสนอความคิดที่ต่างกัน การฟังทำให้ได้รับข้อมูลใหม่ซึ่งอาจเป็นข้อมูลด้านภาษาประกอบกับข้อมูลด้านเนื้อหา เมื่อฟังและได้ยินข้อความที่ผู้พูดพูดล่ามจะนำข้อมูลด้านภาษาและข้อมูลด้านเนื้อหาที่ตนมีอยู่เดิมหรือไปเตรียมมามาประกอบการคิดวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลใหม่เพื่อให้เกิดความหมายหรือเกิดความเข้าใจในข้อความ แต่ความหมายไม่ได้อยู่ในภาษาต้นทางที่ใช้เพียงอย่างเดียว ความหมายยังอยู่ในน้ำเสียงและภาษากายของผู้พูดด้วย และล่ามที่มีข้อมูลต่างกัน มีภูมิหลังต่างกัน รวมทั้งมีอคติความโน้มเอียงทางความคิดต่างกันจะตีความข้อความไม่เหมือนกัน เมื่อตีความจนเกิดความเข้าใจในเนื้อความแล้วล่ามจึงจดบันทึกไว้ด้วยวิธีการจดบันทึกเฉพาะสำหรับการแปลแบบล่ามเท่านั้นเพื่อนำไปใช้ในการพูดคำแปลช่วงต่อไป

ช่วงที่สองของการแปลแบบล่ามพูดตามคือช่วงพูดคำแปล ในช่วงแรกล่ามได้ตีความและจดบันทึกไว้แล้ว ในช่วงนี้ล่ามจะใช้ความจำประกอบบันทึกที่จดไว้สร้างข้อความในภาษาปลายทางเพื่อสื่อความหมายให้ตรงตามต้นฉบับ ช่วงการฟัง ตีความต้น ฉบับและจดบันทึก กับช่วงพูดคำแปลมีภาระทางปัญญา (cognitive load) ที่เกิดแก่ล่ามไม่เหมือนและไม่เท่ากัน ดังแผนภูมิต่อไปนี้



แผนภูมิที่ 3 Effort Model ในการแปลแบบล่ามพูดตาม


ในทั้งสองช่วงของการแปลแบบล่ามพูดพร้อมมีหลายสิ่งที่ล่ามต้องกระทำไปพร้อมๆกันซึ่งจะส่งผลต่อภาระทางปัญญา (cognitive load) ที่ต้องแบกรับ จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการภาระทางปัญญาให้เหมาะสมด้วยการปันส่วนทรัพยากรทางปัญญาให้กับสิ่งต่างๆที่ต้องทำ ได้แก่การฟัง คิด จำ (และจดบันทึก) และประสานการทำงานทั้งหมดให้สอดคล้องกัน ในช่วงนี้อาจเกิดปัญหาการฟังไม่ทัน ซึ่งอาจไม่ได้หมายความว่าล่ามไม่ได้ยินสิ่งที่ผู้พูดต้นฉบับพูดแต่หมายความว่าได้ยินแต่ไม่เข้าใจในสิ่งที่ตนได้ยินเนื่องจากไม่มีทรัพยากรทางปัญญาเหลือมากพอที่จะตีความได้ แบบจำลอง Effort Model (Gile, 2009) สำหรับการแปลแบบล่ามพูดตามระบุว่าความต้องการทรัพยากรที่ใช้ในการแปล ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งต้องไม่มากไปกว่าทรัพยากรที่มี ณ ช่วงเวลานั้น ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาในการแปล เมื่อมาพิจารณาว่าสิ่งที่ล่ามต้องทำในหนึ่งช่วงเวลาคือการฟัง คิด จำ (และจดบันทึก) และประสานการทำงานทั้งหมดให้สอดคล้องกัน นั่นหมายความว่าล่ามต้องจัดสรรทรัพยากรบางส่วนให้กับการฟัง บางส่วนให้กับการคิดวิเคราะห์ บางส่วนให้กับการจำ (และจดบันทึก) และบางส่วนให้กับการประสานปฏิบัติการทุกส่วนให้สอดคล้องกัน การจัดสรรทรัพยากรของล่ามแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเท่ากัน และการจัดสรรทรัพยากรของล่ามหนึ่งคนในสถานการณ์ที่ต่างกันก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน หลักการที่ใช้คือการเกลี่ยทรัพยากรทางปัญญาที่มีให้ครอบคลุมหน้าที่ทั้งหมดที่ต้องทำให้ได้ โดยผู้เรียนอาจทดลองแปลและจัดสรรทรัพยากรทางปัญญาของตนในบริบทต่าง ๆ ดูเพื่อให้ทราบสัดส่วนการใช้ทรัพยากรทางปัญญาที่เหมาะสมของตัวเอง


แผนภูมิ 4 Effort Model ในการแปลแบบล่ามพูดพร้อม


ในการแปลแบบล่ามพูดพร้อม การแปลไม่ได้แบ่งออกเป็นสองช่วงชัดเจนเหมือนการแปลแบบล่ามพูดตาม แต่การแปลแบบล่ามพูดพร้อมมีลักษณะเหมือนวงล้อสามวงที่หมุนควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง วงล้อที่หนึ่งคือการฟังข้อความต้นฉบับ ซึ่งดำเนินอย่างต่อเนื่อง คือเมื่อฟังข้อความช่วงที่หนึ่งเสร็จก็ฟังข้อความช่วงที่สองที่สามต่อไป หมุนไปเป็นวงจรอย่างนี้เรื่อย ๆ แต่ในขณะที่วงล้อแรกทำงานวงล้อที่สองคือการคิด วิเคราะห์ และตีความก็หมุนเช่นกัน และเมื่อตีความสำเร็จวงล้อที่สามคือการพูดคำแปลก็จะรับช่วงไป ทั้งหมดนี้ดำเนินการไปพร้อมกันอย่างต่อเนื่องจึงใช้ทรัพยากรทางปัญญาค่อนข้างมาก และต้องมีการบริหารจัดการที่ดีเพื่อควบคุมไม่ให้ความต้องการทรัพยากรสูงกว่าทรัพยากรที่มี ข้อผิดพลาดในการบริหารทรัพยากรมักเกิดจากการใช้ทรัพยากรกับหน้าที่ส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป เช่นหากใช้ทรัพยากรทางปัญญากับการฟังมากเกินไป (มากเกินความจำเป็น) จะทำให้มีทรัพยากรเหลือสำหรับการตีความและคิดคำแปลน้อยลง ในสถานการณ์นี้ล่ามจะสามารถฟังและเข้าใจความหมายได้แต่คิดคำพูดออกมาเป็นคำแปลไม่ได้เพราะได้ใช้ทรัพยากรทางปัญญาหมดไปแล้วสำหรับช่วงนั้น แผนภูมิที่ 5 ด้านล่างแสดงการทำงานของวงล้อทั้งสามและหน้าที่ต่าง ๆ ที่ล่ามต้องทำในหนึ่งช่วงเวลากับข้อความ (เนื้อหา) ต่างส่วนกัน



แผนภูมิที่ 5 การทำงานของล่ามในช่วงต่าง ๆ ของการแปลแบบล่ามพูดพร้อม


ในการแปลแบบล่ามพูดพร้อมไม่มีการเว้นช่วงระหว่างต้นฉบับกับคำแปลอย่างชัดเจนเช่นในการแปลแบบล่ามพูดตาม แม้ผู้พูดต้นฉบับและล่ามจะพูดไปพร้อมกันแต่ก็ไม่ได้พูดข้อความเดียวกัน เพราะล่ามต้องฟังสารในต้นฉบับที่ผู้พูดพูดแล้วตีความก่อนจึงพูดคำแปลออกไปได้ช่วงเวลาระหว่างที่ผู้พูดพูดต้นฉบับออกมาจนถึงเวลาที่ล่ามพูดคำแปลของเนื้อความส่วนนั้นออกมาเรียกว่า ear-voice-span (EVS) การเว้นช่วง EVS เป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อคุณภาพคำแปลได้หากล่ามเริ่มพูดคำแปลเร็ว (EVS สั้น) จะเป็นการช่วยลดภาระทางปัญญาที่ต้องคอยจำและบริหารจัดการข้อมูลแต่มีข้อเสียตรงที่เมื่อพูดคำแปลเร็วล่ามจะได้รับฟังบริบทเพื่อใช้ประกอบการตีความได้น้อย จึงอาจทำให้ตีความได้ไม่ดีเท่ากับเมื่อรับฟังบริบทเพิ่มในทางกลับกันหากแปลช้า (EVS ยาว) จะเป็นการเพิ่มภาระทางปัญญาสำหรับสมองที่ต้องเก็บกักข้อมูลในปริมาณมากขึ้นแต่ก็จะได้รับฟังบริบทเพิ่มซึ่งจะสามารถทำให้ตีความได้ง่ายขึ้นเนื้อความแต่ละชนิดมีความเหมาะสมกับ EVS ที่สั้นยาวไม่เท่ากัน และล่ามแต่ละคนก็ทำงานได้ดีใน EVS ที่ไม่เท่ากันสิ่งที่ผู้เรียนควรทำคือทดลองหา EVS ที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับตนเองเมื่อแปลเนื้อหาในลักษณะต่างๆ เช่น EVS ที่มีประสิทธิภาพสำหรับคนหนึ่งคนเมื่อแปลเนื้อหาทางวิชาการอาจไม่เท่า EVS ที่มีประสิทธิภาพสำหรับคนคนเดิมเมื่อแปลเนื้อหาที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าเมื่อฝึกไปสักระยะหนึ่งผู้เรียนจะทราบว่า EVS ที่มีประสิทธิภาพของตนสำหรับเนื้อหาลักษณะนั้น ๆ คืออะไร



แผนภูมิที่ 6 ความผกผันระหว่างภาระทางปัญญากับบริบทในการกำหนด EVS

การเตรียมตัวสำหรับการแปลแบบล่าม

การแปลแบบล่ามต่างจากการแปลเอกสารตรงที่เมื่อทราบต้นฉบับแล้วต้องพูดคำแปลเลย ไม่มีเวลาไปหาข้อมูลมาเพื่อตีความหรือเพื่อใช้ในการสร้างคำแปล ด้วยเหตุนี้การแปลแบบล่ามจึงต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้าที่ดี ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลที่มีเพื่อ “เก็ง” ว่าต้นฉบับจะเป็นอย่างไร การเตรียมตัวสำหรับการแปลแบบล่ามมักเริ่มด้วยการพิจารณาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานที่จะไปแปล เช่นพิจารณาข้อมูลในกำหนดการว่าหัวข้อของงานคืออะไร ใครจะเป็นวิทยากร งานนี้มีวัตถุประสงค์อะไร มีหน่วยงานไหนเกี่ยวข้องบ้าง ฯลฯ จากนั้นจึงใช้ข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ค้นหาข้อมูลอื่นๆที่จะโยงใยกันให้เกิดความเข้าใจโดยรวมเกี่ยวกับงานที่จะแปล ล่ามอาจเตรียมตัวโดยเตรียมข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งเป็นทั้งข้อมูลด้านภาษาและข้อมูลด้านเนื้อหา จนได้ข้อมูลในระดับที่ทำให้มั่นใจได้ว่าเพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นฐานสร้างความเข้าใจเมื่อแปลในวันงานได้

หากเปรียบการแปลแบบล่ามเป็นการสร้างบ้าน การเตรียมตัวที่ดีอาจเปรียบได้กับการเตรียมฐานรากที่มั่นคง ล่ามที่เตรียมตัวมาดีจะมีข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตีความ ในตอนแปลเมื่อรับฟังข้อมูลใหม่ที่ผู้พูดพูด ล่ามจะสามารถนำข้อมูลเดิมที่ตนมีมาร่วมวิเคราะห์กับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งรับฟังมาให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ข้อมูลใหม่ที่รับมาตอนแปลนั้นเมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลเดิมที่มีหรือที่เตรียมมาจนสามารถเข้าถึงความหมายได้อาจเปรียบกับอิฐแต่ละก้อนที่ใช้ก่อกำแพงขึ้นไปเป็นตัวบ้าน โดยคำแปลที่พูดต้องมีความประสานสอดคล้องและนำไปสู่บทสรุปที่เป็นเป้าหมายของการพูดครั้งนั้น หากล่ามสามารถแปลได้ในลักษณะนี้ก็เหมือนได้สร้างหลังคาที่คลุมบ้านทั้งหลังหรือความหมายทั้งหมดได้แล้ว แผนภูมิที่ 7 ด้านล่างแสดงองค์ประกอบในการเตรียมตัว ตีความ และสื่อสารคำแปลที่สอดประสานกันในการแปลแบบล่าม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการแปลแบบล่ามเป็นการทำงานที่ต่อยอดขึ้นมาเป็นช่วง ๆ จากการทำงานในช่วงก่อน



แผนภูมิที่ 7 องค์ประกอบของการแปลแบบล่าม


เครื่องมือในการแปลแบบล่าม

การจดบันทึก

การจดบันทึกในการแปลแบบล่ามไม่เหมือนการจดบันทึกในชั้นเรียนหรือการจดบันทึกในชีวิตประจำวันทั่วไป ในการแปลแบบล่ามพูดตามเมื่อล่ามฟังผู้พูดต้นฉบับและวิเคราะห์สารจนเกิดความเข้าใจแล้วจึงจดบันทึกไว้เพื่อเตือนความจำและใช้บันทึกนั้นเป็นเค้าโครงในการพูดคำแปลต่อไป การจดบันทึกที่มีประสิทธิภาพคือการจดที่สั้นที่สุดและใช้เวลาน้อยที่สุดแต่ยังเป็นบันทึกที่สื่อความได้มากที่สุดเมื่อกลับมาอ่านอีกครั้งในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เนื่องจากผู้เรียนมีความคุ้นเคยกับการจดบันทึกสิ่งที่อาจารย์บรรยายในชั้นเรียน หรือมีความคุ้นเคยกับการเขียน dictation ในชั้นเรียนภาษาจึงอาจนำวิธีการทั้งสองอย่างนี้มาใช้กับการจดบันทึกในการแปลแบบล่าม แต่การทำเช่นนี้จะทำให้เกิดปัญหาเพราะวัตถุประสงค์ในการใช้งานไม่เหมือนกัน ดังนั้นลักษณะการจดบันทึกจึงต้องสอดคล้องกับการนำไปใช้งานด้วย ในการจดบันทึกเวลาฟังบรรยายในห้องเรียน ผู้จดมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนความเข้าใจของตนและเก็บไว้อ่านในอนาคตเมื่อต้องการทบทวนเนื้อหา เช่นเพื่อนำไปสอบ เนื้อหาที่จดจึงมีความครบถ้วนสมบูรณ์ในระดับที่ถึงเวลาจะผ่านไปสักระยะแล้วก็ยังสามารถกลับมาอ่านและเข้าใจได้ แต่การจดลักษณะนี้ใช้เวลานานและทำให้เกิดภาระทางปัญญาค่อนข้างสูงเพราะนอกจากจะต้องใช้ทรัพยากรสมองเพื่อตีความในสิ่งที่ฟังมาแล้วยังต้องคิดเรียบเรียงให้เป็นถ้อยคำที่สมบูรณ์เพื่อจดบันทึกอีกด้วย ผู้เรียนการแปลแบบล่ามที่ใช้วิธีจดบันทึกในการแปลแบบเดียวกับที่จดบันทึกการบรรยายในชั้นเรียนมักพบปัญหาฟังไม่ทันเนื่องจากมัวแต่จดหรือมัวแต่คิดว่าข้อความที่ฟังเข้าใจแล้วเมื่อครู่จะจดอย่างไรดี นอกจากนั้นผู้เรียนอาจนำความเคยชินในการเขียน dictation มาใช้กับการจดบันทึกในวิชาการแปลแบบล่าม ปัญหาที่เกิดตามมาคือผู้เรียนจะพะวงอยู่กับตัวสะกดและเครื่องหมายวรรคตอนต่าง ๆ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญน้อยมากในการแปลแบบล่ามเพราะผลผลิตคือคำแปลที่ล่ามพูดออกมา ไม่ใช่เอกสารที่ต้องเขียนให้ถูกต้องหรือเรียบเรียงให้สวยงาม การพะวงกับตัวสะกดและเครื่องหมายวรรคตอนยังทำให้เกิดภาระทางปัญญาเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นเช่นกัน ผู้เรียนจึงควรตระหนักเรื่องปัญหาเหล่านี้และใช้วิธีการจดบันทึกในอีกลักษณะหนึ่งสำหรับการแปลแบบล่าม

ในโรงเรียนสอนการแปลแบบล่ามในโลกตะวันตกมีการสอนให้จดแบบ s-v-o (subject-verb-object) โดยใช้สมุดสันห่วงที่เย็บด้านบนเพราะสามารถเปิดได้สะดวกและรวดเร็วกว่าสมุดแบบอื่น และให้จดบนกระดาษหน้าเดียวเพื่อไม่ต้องคอยพลิกด้านสมุดให้เสียเวลา ล่ามจะจดบนกระดาษหน้าเดียวไปเรื่อย ๆ จนถึงท้ายสมุดแล้วจึงพลิกอีกด้านขึ้นใช้เพื่อเป็นการใช้กระดาษอย่างคุ้มค่าไม่ให้เหลือทิ้ง หากสมุดที่ใช้จดมีความกว้างให้ขีดเส่นแบ่งในแนวตั้งเพื่อแบ่งเนื้อที่ออกเป็นสองช่อง โดยเริ่มจดจากซ้ายมือและจดข้อความในลักษณะ s-v-o ให้เฉียงลงทางขวามือ (ดูภาพประกอบ) การจดลักษณะนี้จะทำให้ได้โครงประโยคว่าใครทำอะไร(กับใคร) ส่วนเนื้อหาที่เป็นการขยายความทั้งหมด(เช่นอย่างไร เวลาไหน) ให้จดแทรกในพื้นที่ระหว่าง s กับ v หรือ v กับ o


ภาพที่ 1 ตัวอย่างการจดบันทึกแบบ s-v-o


ภาพที่ 1 ด้านบนเป็นตัวอย่างการจดบันทึกแบบ s-v-o สำหรับประโยค 1 ใจความ (เมื่อวานประธานาธิบดีสั่งปิดประเทศเป็นเวลาสองสัปดาห์) เมื่อจบใจความแล้วให้ขีดเส้นแนวนอนขวางก่อนเริ่มจดเนื้อหาในใจความต่อไป จะทำให้ได้ “กล่อง” ข้อความที่ทุกกล่องบรรจุใจความ 1 ใจความ และใช้มุมบนซ้ายของกล่องข้อความเขียนความเชื่อมโยงระหว่างใจความก่อนหน้ากับใจความที่ตามหลัง เมื่อทำอย่างนี้ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ก็จะได้เค้าโครงของคำแปลที่กำหนดโครงสร้างให้พูดตามไว้แล้ว กับสามารถอ่านบันทึกที่จดไว้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพโดยอ่านข้อความในแต่ละกล่องจากบนลงล่างและจากซ้ายเฉียงไปทางขวา แล้วจึงกลับไปอ่านข้อความซึ่งเป็นตัวเชื่อมที่อยู่มุมซ้ายบนของกล่องข้อความถัดไปก่อนใช้วิธีอ่านแบบเดิมอีกครั้ง

ภาพที่ 2 ตัวอย่างการจดบันทึกแบบ s-v-o อย่างต่อเนื่อง


การจดบันทึกแบบ s-v-o เหมาะสำหรับเนื้อหาที่มีโครงสร้างประโยคชัดเจนเท่านั้น แต่ในบางครั้งเราอาจพบว่าผู้พูดต้นฉบับไม่ได้มีการเรียบเรียงความคิดที่ชัดเจนเท่าไร หรือเนื้อหาที่นำเสนอมีความซับซ้อนในลักษณะที่ยากจะแจกแจงออกมาเป็น s-v-o ที่ชัดเจนได้ ในกรณีนี้ผู้แปลอาจเลือกใช้การจดลักษณะแผนภูมิหรือแผนที่ความคิดซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่าและอาจเหมาะกับเนื้อความบางลักษณะมากกว่า โดยอาจเขียนใจความที่สำคัญที่สุดไว้ตรงกลางแผนภูมิแล้วโยงใจความอื่นๆในลักษณะเป็นแขนยื่นออกมาจากศูนย์กลาง

ในการจดบันทึกควรใช้สัญลักษณ์และตัวย่อเพื่อประหยัดเวลา เช่นอาจใช้ลูกศรชี้ขึ้น (↑) แทนความหมาย “จำนวนมาก” โดยในระยะแรกผู้เรียนอาจทดลองใช้สัญลักษณ์ที่ผู้อื่นใช้กันทั่วไปก่อน และเมื่อมีความชำนาญในการจดบันทึกยิ่งขึ้นอาจพัฒนาระบบสัญลักษณ์ของตนเองขึ้นมาใช้ วัตถุประสงค์คือเพื่อให้จดข้อความได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด ตัวย่อและสัญลักษณ์ที่นำมาใช้ต้องมีความหมายสำหรับผู้แปล เมื่อกลับมาอ่านข้อความที่จดไว้ผู้แปลต้องทราบว่าตัวย่อและสัญลักษณ์นั้นหมายถึงอะไร ผู้แปลแบบล่ามไม่จำเป็นต้องเรียนระบบการจดโดยใช้ตัวย่อและสัญลักษณ์ที่เป็นระบบกลางเช่นชวเลข เพราะผู้แปลไม่ได้นำบันทึกที่ตนจดไปใช้ร่วมกับใครจึงสามารถกำหนดตัวย่อและสัญลักษณ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับตัวเองขึ้นมาใช้งาน แต่อาจนำหลักการของชวเลขมาใช้ได้


ภาพที่ 3 ตัวอย่างการจดบันทึกแบบแผนภูมิหรือแผนที่ความคิด


ในการแปลแบบล่ามพูดพร้อมอาจมีการจดบันทึกได้ด้วยเช่นกัน แต่จะเป็นการจดในลักษณะที่ย่นย่อกว่าการจดบันทึกในการแปลแบบล่ามพูดตาม เช่นอาจจดคำศัพท์ทางเทคนิคหรือวิสามานยนามที่ไม่คุ้นเคยเพื่อที่ว่าหากต้องใช้คำเหล่านั้นจะได้ไม่ต้องเสียเวลานึก หรืออาจจดคำที่มีการออกเสียงคล้ายกันที่อาจทำให้สับสนและแปลผิดได้ง่าย และควรจดตัวเลขที่ได้ยินก่อนแปลออกไปเสมอเพราะตัวเลขเป็นเนื้อความชนิดหนึ่งที่สร้างปัญหามากที่สุดในการแปลแบบล่าม เนื่องจากการแปลแบบล่ามพูดพร้อมเป็นการแปลที่มักใช้ล่ามสองคนสลับกันแปล ล่ามคนที่ไม่ได้แปลในขณะนั้น แต่นั่งฟังคำแปลของคู่ล่ามอาจช่วยโดยการเขียนคำหรือตัวเลขที่อาจเป็นปัญหาลงบนกระดาษแล้วส่งให้คู่ล่ามที่แปลอยู่ดูเพื่อช่วยในการแปลด้วยก็ได้

การจดบันทึกตัวเลขในการแปลแบบล่ามพูดพร้อม

ตัวเลขถือเป็นเนื้อหาที่สร้างปัญหาประการหนึ่งในการแปลแบบล่าม(Mazza, 2001)เพราะตัวเลขมีความหนาแน่นด้านความหมาย(Alessandrini, 1990) และเราไม่สามารถใช้บริบทช่วยตีความตัวเลขได้ (Gile, 2017; Braun & Clarici, 1996) เหมือนกับที่เราใช้บริบทช่วยในการตีความเนื้อหาอื่นๆ ในการแปลแบบล่ามเราจึงต้องมีวิธีจัดการกับตัวเลขที่แตกต่างจากวิธีที่เราใช้จัดการกับเนื้อความลักษณะอื่น ในที่นี้จะขอแยกตัวเลขออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกันดังนี้

1. ตัวเลขกำกับทั่วไป มีไว้เพื่อกำกับให้รู้ว่าหมายถึงสิ่งไหน เช่นหมายเลขห้อง หมายเลขโทรศัพท์

2. ตัวเลขวันที่และปีพุทธศักราช-คริสตศักราช

3. ตัวเลขจำนวน เช่นจำนวนเงิน จำนวนประชากร

ในชีวิตประจำวันของเรา เราคุ้นเคยกับการจดตัวเลขโดยใช้เลขอารบิกเขียนเต็มจำนวน (เช่นสำหรับจำนวนหนึ่งแสนเราจะเขียนว่า 100,000) แต่การจดลักษณะนี้จะไม่มีประสิทธิภาพหากเป็นจำนวนที่มีความยาวและซับซ้อน นอกจากนั้นปัญหาอีกประการในการแปลตัวเลขคือการตีความเพื่อเชื่อมโยงเสียงที่เราได้ยินกับตัวเลขนามธรรมที่เรามีความเข้าใจอยู่แล้วแต่เดิมในสมองของเรา การแปลแบบล่ามมีข้อจำกัดเรื่องเวลาเสมอ จึงแนะนำให้ผู้เรียนใช้วิธีจด “ตามที่ได้ยิน” (ซึ่งตรงกันข้ามกับการจดเนื้อหากลุ่มอื่นที่ต้องตีความให้เข้าใจก่อนจึงจดเพราะการจดคำที่ไม่มีความหมาย-คือเรายังไม่ได้ตีความ ไม่เข้าใจว่าคำเหล่านั้นหมายถึงอะไร-จะเป็นการเสียเวลาเปล่าเพราะจดไปแล้วก็ไม่สามารถนำไปสร้างคำแปลได้) แล้วค่อยไปตีความทีหลังเพราะส่วนของเนื้อความที่เป็นตัวเลขต้องตีความโดยอิสระจากเนื้อหาส่วนอื่นอยู่แล้ว ตัวเลขที่จดและแปลง่ายที่สุดคือตัวเลขกำกับเพราะมักเป็นตัวเลขสั้น ๆ ที่สามารถแปลได้ด้วยการจับคู่คำตัวเลขภาษาต้นทางกับตัวเลขภาษาปลายทางได้เลย ควรระวังความสับสนระหว่างตัวเลขที่ออกเสียงคล้ายกันและระวังการจดตัวเลขสลับหลักกัน ผู้เรียนควรจดตัวเลขลักษณะนี้ตามแบบที่ได้ยินโดยใช้ตัวเลขอารบิก เมื่อแปลก็เพียงอ่านตัวเลขที่จดไว้ออกเป็นภาษาปลายทาง(ต้องรู้วิธีอ่านให้ถูกด้วย)

ตัวเลขกลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่แปลยากขึ้นมาอีกหน่อยตรงที่หากต้นฉบับพูดเป็นภาษาไทยแล้วใช้ปีพุทธศักราช (พ.ศ.) ล่ามจำเป็นต้องแปลงปีพุทธศักราชเป็นปีคริสตศักราชเมื่อพูดคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ(หรือภาษาปลายทางอื่นที่ผู้ฟังจะไม่ทราบว่าปีพุทธศักราชเทียบเท่ากับปีอะไรในภาษาปลายทางที่ตนรับฟังคำแปลอยู่) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าล่ามต้องนำจำนวน 543 ไปลบออกจากปีพุทธศักราชทุกครั้งที่มีการแปล ล่ามอาจใช้ตารางเทียบปีพุทธศักราช-คริสตศักราชที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อประหยัดเวลาในการเทียบปีและลดภาระทางปัญญา ทำให้มีทรัพยากรทางปัญญาเหลือเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปใช้ในส่วนอื่นของการแปล ผู้เรียนควรทำตารางที่ดูง่ายและใช้กระดาษสีที่แตกต่างจากกระดาษทั่วไป(ไม่ใช่สีขาว)ไม่ให้ปะปนเพื่อเวลาที่ต้องใช้งานจะหาตารางได้ง่ายทันการ เช่นตารางที่ 1 ด้านล่าง

ตารางที่ 1 ตารางเทียบปีพุทธศักราช-คริสตศักราช

ตัวเลขกลุ่มที่แปลยากที่สุดคือตัวเลขจำนวนเพราะในบางครั้งไม่สามารถใช้การจับคู่คำได้เหมือนเวลาแปลตัวเลขกำกับหรือตัวเลขปีศักราช ในระบบตัวเลขของภาษาอังกฤษมีตัวเลขบางจำนวนที่สามารถจับคู่กับคำในภาษาไทยแล้วแปลได้เลย แต่มีตัวเลขบางจำนวนที่มีตัวคูณด้านหน้าซึ่งต้องคิดวิเคราะห์เพิ่มเติมก่อนจะแปลเป็นภาษาไทย ไม่สามารถใช้การจับคู่คำอย่างเดียวได้ เช่น billion = พันล้าน แต่ สำหรับ ten billion เราไม่สามารถแปลแบบจับคู่คำว่า “สิบพันล้าน” ได้ หากแต่ต้องคิดวิเคราะห์เพิ่มว่า พันล้าน x 10 = หมื่นล้าน ขั้นตอนการคิดวิเคราะห์ที่เพิ่มเข้ามานี้เป็นการเพิ่มภาระทางปัญญาสำหรับล่ามในเวลาที่แปลตัวเลขจำนวนเหล่านั้น ระบบตัวเลขจำนวนในภาษาไทยก็มีการใช้ตัวคูณเช่นกัน แต่ใช้ในลักษณะที่ต่างกับตัวเลขจำนวนในภาษาอังกฤษ ในระบบจำนวนของภาษาไทยเราจะเริ่มจากหลักหน่วยแล้วนับไล่ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงหลักล้าน จากนั้นจึงคูณด้วยสิบแล้วเพิ่มตัวคูณขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงล้าน ลักษณะการใช้ตัวคูณที่ต่างกันนี้ทำให้ไม่สามารถจับคู่คำสำหรับตัวเลขบางจำนวนได้เช่นกัน เช่น “หมื่นล้าน” ไม่สามารถจับคู่คำแล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า ten thousand million ได้ แต่ต้องเพิ่มขั้นตอนการวิเคราะห์ว่า “หมืนล้าน” = พันล้าน x 10 แล้วจึงแปล “หมื่นล้าน” ว่า ten billion เป็นต้น ตารางที่ 2 ด้านล่างแสดงตัวเลขจำนวนที่ไม่มีและมีตัวคูณในภาษาอังกฤษและภาษาไทย กับขั้นตอนที่ใช้ในการตีความตัวเลขจำนวนเหล่านั้น


ตารางที่ 2 ตัวคูณและขั้นตอนการวิเคราะห์ในการแปลตัวเลขจำนวนภาษาอังกฤษ-ไทย

จะเห็นได้ว่าขั้นตอนการวิเคราะห์ที่เพิ่มขึ้นมาในการแปลตัวเลขบางจำนวนทำให้เกิดภาระทางปัญญาเพิ่มขึ้นในการแปลตัวเลขนั้น ๆ เราทราบดีว่าในการแปลแบบล่ามผู้แปลจำเป็นต้องบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรทางปัญญาให้สมดุลจึงควรใช้วิธีการจดบันทึกตัวเลขแบบที่จะประหยัดและใช้ทรัพยากรทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพที่สุดโดยใช้ตัวเลขอารบิกและตัวย่อจดจำนวนแยกตามคำที่ได้ยิน

เช่น สำหรับจำนวน 48,562,256,000 หากต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ เราอาจจดแยกบรรทัดเป็น

บรรทัดแรก 48 billion

บรรทัดที่สอง 562 million

บรรทัดที่สาม 256 thousand

โดยเมื่อพูดคำแปลอาจรวบบรรทัดที่ 1 กับบรรทัดที่ 2 แล้วพูดว่า “สี่หมื่นแปดพันห้าร้อยหกสิสองล้าน” (เพราะลงท้ายด้วยคำว่า ล้าน จึงนำมาพูดรวมกัน) แล้วจึงพูดคำแปลข้อความในบรรทัดที่ 3 ว่า “สองแสนห้าหมื่นหกพัน”

สำหรับตัวเลขจำนวนเดียวกัน หากต้นฉบับเป็นภาษาไทยเราอาจจดว่า


บรรทัดที่หนึ่ง 4 หมื่น 8 พัน

บรรทัดที่สอง 562 ล้าน

บรรทัดที่สาม 2 แสน 5 หมื่น 6 พัน


หรือจดว่า 4 หมื่น 8 พัน/ 562 ล้าน/256,000 หรือจดว่า 48/562 ล./256/,000

แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “48 billion 562 million 256 thousand” โดยยึดหลักการจดตามคำที่ได้ยินให้สั้นและมีประสิทธิภาพที่สุด และแบ่งช่วงการจดเป็นส่วน ๆ ตามคำที่จะใช้เมื่อพูดตัวเลขจำนวน (ซึ่งในตัวอย่างนี้คือ billion, million และ thousand)

ผู้เรียนควรตระหนักว่าวัตถุประสงค์ของการจดบันทึกในการแปลแบบล่ามคือเพื่อช่วยให้สามารถแปลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่มีความจำเป็นต้องจดให้สวยงามหรือสะกดถูกต้องเนื่องจากการจดบันทึกเป็นสิ่งที่ล่ามทำขึ้นเพื่อไว้ใช้งานเองคนเดียว แต่การจดบันทึกมีหน้าที่รอง เราจึงไม่ควรให้ความสำคัญกับการจดมากเกินไปเพราะวัตถุประสงค์ของการแปลคือเพื่อถ่ายทอดความหมาย หากเราใช้ทรัพยากรทางปัญญาไปกับการจดบันทึกมากจนขาดสมดุลเราจะไม่สามารถบริหารจัดการภาระทางปัญญาที่เกิดในขณะนั้นได้และจะทำให้เกิดปัญหาในการแปล

เครื่องมือการแปลแบบล่ามพูดพร้อม

การแปลแบบล่ามพูดพร้อมเป็นการแปลที่ทั้งผู้พูดต้นฉบับและผู้แปลพูดคำแปลไปพร้อมกันในเวลาเดียวกัน จึงต้องใช้เครื่องมือเพื่อนำเสียงของล่ามไปเข้าหูผู้ฟังที่เลือกฟังคำแปลในภาษานั้น ๆ และเนื่องจากมีการฟังโดยผ่านหูฟังนี่เองทำให้สามารถดำเนินการประชุมไปพร้อมกันได้ในหลายภาษา ผู้เข้าร่วมประชุมที่ต้องการฟังคำแปลสามารถเลือกช่องเพื่อรับฟังคำแปลในภาษาปลายทางที่ตนต้องการได้โดยไม่เป็นการรบกวนผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการฟังคำแปล หรือที่ต้องการฟังคำแปลในภาษาอื่น การประชุมที่มีการแปลแบบล่ามพูดพร้อมสามารถมีการแปลออกไปเป็นหลายภาษาได้ในเวลาเดียวกัน ภาษาที่ใช้ดำเนินการประชุมเรียกว่าภาษา floor ส่วนภาษาที่เป็นคำแปลนั้นจะส่งผ่านตามช่องสัญญาณที่ผู้ฟังสามารถเลือกหมายเลขรับฟังช่องที่ตนต้องการได้จากชุดเครื่องรับสัญญาณและหูฟังของตน ในบางกรณีอาจมีการแปลรับช่วง (relay) ซึ่งหมายถึงการแปลจากต้นฉบับที่แปลมาอีกทอดหนึ่ง การแปลลักษณะนี้จะใช้ในบางสถานการณ์ที่ไม่สามารถหาล่ามเพื่อแปลโดยตรงจากภาษาที่ใช้ดำเนินการประชุม (ภาษา floor) ได้ เช่นอาจมีการดำเนินการประชุมเป็นภาษาอังกฤษและมีการแปลเป็นภาษาไทย แต่ในการประชุมนั้นอาจมีความต้องการให้แปลเป็นภาษาของชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย ซึ่งไม่สามารถหาล่ามที่รู้ทั้งภาษาอังกฤษในระดับดีขนาดที่จะแปลได้และภาษาชนกลุ่มน้อย ก็อาจใช้การแปลแบบ relay โดยล่ามที่แปลเป็นภาษาชนกลุ่มน้อยแปลจากภาษาไทยซึ่งเป็นคำแปลมาจากภาษาอังกฤษอีกทอดหนึ่ง อีกตัวอย่างหนึ่งคือในกรณีของการประชุมที่มีการแปลข้ามรูปแบบจากการแปลแบบล่ามด้วยการพูดเป็นการแปลแบบล่ามภาษามือ อาจไม่สามารถหาล่ามภาษามือที่สามารถฟังภาษาที่ใช้ดำเนินการประชุมได้ดีขนาดที่จะแปลได้ ก็จะใช้การฟังจากคำแปลภาษาไทยซึ่งแปลมาจากภาษาที่ใช้ดำเนินการประชุมอีกทอดหนึ่ง ในกรณีนี้ถือเป็นการแปลแบบ relay เช่นกัน



ภาพที่ 4 เครื่องมือการแปลแบบล่ามพูดพร้อมและมุมมองจากห้องแปลล่ามแบบถาวรในศูนย์ประชุม


ในการแปลแบบล่ามพูดพร้อมผู้เรียนต้องเรียนรู้การทำงานของชุดควบคุมการแปลของล่ามซึ่งประกอบไปด้วยหูฟังที่จะนำเสียงของผู้พูดมาให้ล่ามฟังด้วยความชัดที่เพียงพอต่อการทำความเข้าใจและปราศจากเสียงรบกวนอื่นๆ กับไมโครโฟนซึ่งจะใช้เพื่อนำเสียงของล่ามไปสู่หูฟังของผู้ฟังคำแปล และแป้นควบคุมของล่ามสำหรับเปิดปิดไมโครโฟน ปรับระดับความดังของเสียงภาษาต้นฉบับที่ฟัง เลือกช่องภาษาที่ล่ามต้องการฟัง และเลือกช่องภาษาที่ล่ามต้องการแปลออกเป็นภาษาปลายทาง ล่ามไม่จำเป็นต้องเป็นช่างเทคนิคแต่ต้องรู้ว่าจะกดปุมไหนเมื่อจะพูดคำแปล พูดเสร็จแล้วจะกดปุ่มไหน และหากต้องแปลแบบรับช่วง (relay) ต้องกดปุ่มที่มีการตั้งช่องภาษาไว้แล้วอย่างไร โดยก่อนเริ่มการประชุมช่างเทคนิคและล่ามจะต้องซักซ้อมทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ให้เกิดความพร้อมเสียก่อน การแปลแบบล่ามพูดพร้อมเป็นการแปลที่ล่ามพูดคำแปลไปพร้อม ๆ กับที่ผู้พูดพูดต้นฉบับและอาจมีการแปลออกเป็นหลายภาษาจึงทำให้ในการประชุมนั้นมีคนหลายคนพูดในเวลาเดียวกัน จำเป็นต้องมีการป้องกันไม่ให้เกิดเสียงรบกวนกัน ในศูนย์ประชุมระดับระหว่างประเทศอาจมีการสร้างห้องสำหรับการแปลแบบล่ามไว้โดยเฉพาะอย่างถาวร ซึ่งจะเป็นห้องเก็บเสียง มีพื้นที่กว้างขวางพอสำหรับการทำงาน มีการควบคุมอุณหภูมิและการระบายอากาศที่ดี และมีเครื่องมือสำหรับแปลแบบล่ามพูดพร้อม (SI equipment) แบบติดตั้งถาวร ซึ่งจะลดปัญหาการทำงานของระบบที่ไม่สัมพันธ์กันและให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าระบบแบบถอดและนำไปติดตั้งใหม่ทุกครั้งที่มีการแปล นอกจากนี้ในศูนย์ประชุมยังอาจมีบริเวณให้ล่ามได้นั่งพักหรือพูดคุยเตรียมงานกัน (interpreters’ lounge) และห้องแปลอาจอยู่คนละชั้นกับห้องประชุมแต่มองลงไปเห็นห้องประชุมได้ชัดเจน มีทางเข้าออกแยกต่างหากจากทางเข้าออกของผู้ร่วมประชุม ทำให้ไม่เกิดการรบกวนต่อการทำงานของล่าม แต่ปัจจุบันงานที่มีการแปลแบบล่ามพูดพร้อมมักจัดที่โรงแรมหรือห้องประชุมที่ไม่มีห้องแปลแบบล่ามจึงต้องใช้ห้องแปลเคลื่อนที่ซึ่งมีลักษณะเป็นตู้เก็บเสียงที่สามารถถอดและนำไปประกอบใหม่ได้เมื่อต้องการย้ายที่ โดยทุกครั้งที่มีการประชุมจะมีการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ ซึ่งอาจได้ผลไม่ดีเท่าการแปลในศูนย์ประชุมที่มีห้องและอุปกรณ์การแปลแบบล่ามพูดพร้อมติดตั้งอยู่ถาวร เพราะเมื่อติดตั้งระบบใหม่มักต้องมีการปรับแต่งให้เข้ากับระบบเสียง (PA system) ของสถานที่ และบางครั้งอาจได้เสียงที่มีคุณภาพไม่ดีทำให้ล่ามต้องใช้สมาธิกับการฟังมากขึ้น และทำให้ประสิทธิภาพในการแปลลดลง


ภาพที่ 5 เครื่องมือการแปลแบบล่ามพูดพร้อมและมุมมองจากห้องแปลล่ามแบบชั่วคราว

การแปลแบบล่ามทางไกล (remote interpreting)

การแปลแบบล่ามทางไกลคือการแปลที่ล่ามและผู้พูดต้นฉบับไม่ได้อยู่ในห้องเดียวกัน แม้อยู่ในศูนย์ประชุมเดียวกันแต่หากอยู่กันคนละห้องที่ล่ามไม่สามารถมองเห็นผู้พูดได้โดยตรงจะถือว่าเป็นการแปลแบบล่ามทางไกลทั้งหมด การแปลแบบล่ามทางไกลมีทั้งการแปลแบบล่ามพูดตามและการแปลแบบล่ามพูดพร้อม ซึ่งอาจมีการแปลทางโทรศัพท์ ทางวิดีทัศน์ (video call) หรือทางแพลตฟอร์มการแปลต่าง ๆ (interpretation platform) โดยส่วนมากเป็นแพลตฟอร์มบนคลาวค์ (cloud based) แบบ RSI(remote simultaneous interpretation) ที่มีหน้าจอเป็น interface ลักษณะคล้ายเครื่องมือการแปลแบบล่ามพูดพร้อมที่ใช้ในสถานที่จริง การแปลแบบล่ามทางไกลเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการแปลแบบล่ามการประชุม แต่เนื่องจากต้องอาศัยเทคโนโลยีมากขึ้นและมีความช่วยเหลือจากช่างเทคนิคน้อยลงจึงเกิดภาระทางปัญญาเพิ่มขึ้นสำหรับล่ามที่ต้องคอยบริหารจัดการปัจจัยทางเทคโนโลยี (ซึ่งที่จริงไม่เกี่ยวกับการแปล) ไปพร้อมๆกับต้องแปลให้ได้คุณภาพเหมือนไปอยู่ในการประชุมจริง และยังต้องสื่อสารประสานงานกับคู่ล่ามของตนที่อาจอยู่คนละสถานที่กันด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่าการแปลแบบล่ามทางไกลยังมีหลายส่วนที่ต้องพัฒนา


การจำแนกภาษาของล่ามและทิศทาง (directionality) ในการแปล

สมาคมล่ามการประชุมระหว่างประเทศ (AIIC – Association Internationale des Interprètes de Conférence) ได้จำแนกภาษาในการทำงานของล่ามออกเป็นภาษา A, B และ C (“What are working languages to a conference interpreter?”, 2012) ภาษา A คือภาษาแม่ ภาษา B คือภาษาที่เรียนเป็นภาษาที่สอง ซึ่งล่ามผู้นั้นมีความเชี่ยวชาญมาก และภาษา C คือภาษาที่เรียนเป็นภาษาที่สอง ซึ่งล่ามผู้นั้นสามารถใช้สื่อสารได้อย่างดี ยกตัวอย่างเช่น สำหรับล่ามคนไทยที่มีภาษาไทยเป็นภาษาแม่ ภาษา A ของล่ามผู้นั้นคือภาษาไทย และล่ามคนนั้นได้เรียนภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย แต่ได้เคยไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการพูดภาษาอังกฤษเป็นเวลานานจึงมีความเชี่ยวชาญมากในภาษาอังกฤษจึงอาจถือได้ว่าภาษา B ของล่ามคนนั้นคือภาษาอังกฤษ แต่ในเวลาเดียวกันล่ามคนนี้ก็ได้เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยและสามารถสื่อสารได้ดีในภาษาญี่ปุ่น จึงอาจถือได้ว่าภาษา C ของล่ามคนนั้นคือภาษาญี่ปุ่น เราจึงอาจกล่าวได้ว่าคู่ภาษาของล่ามคนนี้คือ A: ไทย B: อังกฤษ C: ญี่ปุ่น เหตุที่ต้องมีการจำแนกภาษากันในลักษณะที่ซับซ้อนมากเช่นนี้เป็นเพราะในการประชุมระหว่างประเทศที่มีการแปลหลายภาษาต้องมีการคัดเลือกล่ามอย่างระมัดระวัง และบางครั้งมีการแปลรับช่วงกัน (relay) ซึ่งล่ามที่แปลในบางภาษาอาจต้องอาศัยแปลจากคำแปลของล่ามภาษาอื่นอีกทอดหนึ่ง หากมีความผิดพลาดขึ้นจะเกิดความเสียหายในวงกว้างไม่เฉพาะกับล่ามที่ผิดพลาดเท่านั้นแต่กับผู้ที่แปลรับช่วงและกับการประชุมโดยรวมด้วย

ในโลกตะวันตกมีความเชื่ออยู่สองสำนักว่าล่ามควรจะแปลจากภาษาแม่ของตนเป็นภาษาต่างประเทศ หรือควรจะแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาแม่ของตน สำนักฝรั่งเศส (Paris School) บอกว่าล่ามควรแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาแม่เท่านั้น เพราะล่ามจะมีความสามารถในการสื่อสารเป็นภาษาแม่ได้ดีที่สุด จึงสามารถสื่อสารความหมายออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด (Seleskovitch, 1978) ส่วนสำนักโซเวียตมีความเห็นตรงกันข้าม และบอกว่าล่ามควรแปลจากภาษาแม่ของตนเป็นภาษาต่างประเทศ เพราะล่ามจะมีความเข้าใจภาษาแม่มากที่สุดจึงสามารถถ่ายทอดความหมายได้อย่างครบถ้วนเมื่อแปลเป็นภาษาต่างประเทศ (Denissenko, 1989) จากแนวคิดทั้งสองแนวนี้เราจะเห็นว่าแนวคิดแรกให้ความสำคัญกับความสละสลวยและเป็นธรรมชาติของภาษาแปลจึงกำหนดว่าล่ามควรแปลจากภาษาอื่นมาเป็นภาษาแม่เท่านั้น ส่วนแนวทางที่สองให้ความสำคัญกับความหมายเป็นหลักจึงคิดว่าล่ามควรแปลจากภาษาแม่เป็นภาษาอื่นเพื่อรักษาความหมายไว้ให้สมบูรณ์ ความเชื่อทั้งสองแนวนี้มีความขัดแย้งกันและยังไม่มีข้อสรุปว่าแนวทางใดเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ประเด็นดังกล่าวยังไม่เป็นปัญหามากนักในตลาดการแปลแบบล่ามภาษาไทยเพราะภาษาไทยเป็นภาษาหายาก ปัจจุบันล่ามการประชุมส่วนใหญ่ที่มีภาษาไทยอยู่ในคู่ภาษาของตนเป็นคนไทยที่มีภาษาไทยเป็นภาษาแม่ ยังไม่พบคนชาติอื่นที่มีภาษาอื่นเป็นภาษาแม่มาแปลในคู่ภาษาไทยกับภาษาแม่ของตน แม้จะยังไม่มีข้อสรุปว่าควรแปลในทิศทาง (directionality) ไหนดี แต่ดูเหมือนทุกฝ่ายจะเห็นพ้องกันว่าควรมีภาษาแม่เป็นภาษาหนึ่งในคู่ภาษาที่แปลเสมอ ไม่ควรมีการแปลจากภาษา(ที่ล่ามเรียนเป็นภาษา)ต่างประเทศเป็นภาษาต่างประเทศอีกภาษาหนึ่งเพราะจะมีความเสียเปรียบทั้งด้านการตีความและการสื่อความหมาย

การแปลศัพท์เทคนิคและวิสามานยนาม

ในขั้นตอนของการเตรียมตัว ล่ามจะค้นข้อมูลที่เป็นทั้งข้อมูลด้านภาษาและข้อมูลด้านเนื้อหา และอาจเตรียมข้อมูลศัพท์เทคนิคกับชื่อหน่วยงาน ชื่อตำแหน่ง ฯลฯ ที่คาดว่าจะต้องแปลทั้งในภาษาต้นทางและภาษาปลายทางไว้ด้วย โดยอาจค้นหาได้จากแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ เช่นเว็บไซต์ของหน่วยงาน บทความทางวิชาการ และนามสังเคราะห์ของราชการ นอกจากนี้อาจทำตารางเทียบยศทหาร-ตำรวจของประเทศไทยกับประเทศอื่นที่คาดว่าจะมีการพูดถึงในเนื้อหาที่แปลเตรียมไว้เพื่อง่ายแก่การอ้างอิงขณะแปลอีกด้วย


การแปลแบบล่ามจากเอกสาร (sight translation)

การแปลแบบล่ามจากเอกสารเป็นลูกผสมระหว่างการแปล (เอกสาร) กับการแปลแบบล่าม โดยปัจจัยป้อน (input) ในการแปลได้จากการอ่านต้นฉบับที่เป็นเอกสาร แต่ผลผลิต (output) เป็นคำพูดที่เป็นคำแปล ในการแปลแบบล่ามการประชุมอาจมีการแปลแบบล่ามจากเอกสารเมื่อมีการพูดสุนทรพจน์ หรือนำเสนอรายงาน หรือการพูดลักษณะอื่นที่เป็นการอ่านจากเอกสาร ความแตกต่างประการหนึ่งระหว่างภาษาเขียนกับภาษาพูดคือภาษาเขียนมักมีความหมายหนาแน่นกว่าภาษาพูดเพราะมีเวลาคิดล่วงหน้าก่อนเขียน แต่ภาษาพูดที่คิดไปเพื่อสร้างข้อความสำหรับสื่อความหมายไปด้วยในขณะพูดจะมีความหมายที่หนาแน่นน้อยกว่า ทำให้ตีความง่ายกว่าภาษาเขียน ด้วยเหตุนี้ในการแปลแบบล่ามพูดพร้อมซึ่งผู้พูดพูดไปด้วยและคิดสิ่งที่จะพูดต่อไปด้วยล่ามจะสามารถแปลตามได้ไม่ยากนัก แต่หากเป็นการอ่านภาษาเขียนที่ได้เตรียมมาล่วงหน้าเพื่อให้มีการแปลแบบล่าม มักเกิดปัญหาแปลไม่ทันเพราะเนื้อหาต้นฉบับมีความหนาแน่นมากเกินไป ในกรณีนี้ล่ามอาจต้องมีเทคนิควิธีเพื่อรับมือกับปัญหา เช่นอาจตัดคำที่ไม่จำเป็น คำลงท้าย คำสร้อยออกในคำแปล และอาจฝึกทักษะการพูด (สื่อความ) ให้ได้ความหมายแบบกระชับแต่ครบถ้วน ในกรณีที่มีเอกสารคำร่างสุนทรพจน์หรือเอกสารอื่นที่ผู้พูดจะนำมาอ่านในที่ประชุม ล่ามอาจใช้ประโยชน์จากเอกสารได้โดยใช้เป็นแนวทางในการพูดคำแปล แต่ปัจจัยป้อนที่นำมาแปลจะต้องมาจากการฟังเป็นหลัก เอกสารคำร่างสุนทรพจน์มักมีข้อความ check against delivery กำกับไว้เสมอ หมายความว่าผู้พูดอาจไม่พูดตามเอกสารร่าง พูดเพียงบางส่วน หรือสลับลำดับของเนื้อหาที่พูดก็ได้ เราไม่มีวันรู้ว่าเขาจะพูดอะไรจนเขาได้พูดออกมา การคิดว่ามีเอกสารแล้วจะอ่านต้นฉบับจากเอกสารแล้วแปลจึงเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด หากมีเวลามากพอ ผู้เรียนควรศึกษาเอกสารทั้งฉบับและคิดเป็นแนวทางล่วงหน้าไว้ว่าจะแปลอย่างไร กับควรทำเครื่องหมายเนื้อความสำคัญเช่นตัวเลข ชื่อเฉพาะ ใจความหลัก ฯลฯ ไว่เพื่อให้มองหาได้ง่ายในเวลาจำกัด หากมีเวลาน้อยในการเตรียมตัวกับเอกสาร ผู้เรียนอาจใช้เทคนิควิธี scan กับ skim ที่เรียนมาจากวิชา reading comprehension มาช่วยระบุส่วนสำคัญในเอกสาร อย่างแรกที่ควรทำคือการกวาดตามองเอกสาร (ไม่อ่าน) เพื่อดูว่ามีส่วนไหนที่มีความแตกต่างเป็นพิเศษจากส่วนอื่น เช่นเป็นหัวข้อ เขียนด้วยตัวหนา ตัวเอน หรือเป็นวิสามานยนาม เมื่อระบุที่ตั้ง (ในเอกสาร) ได้แล้วจึงค่อยอ่านเนื้อหารอบ ๆ ส่วนสำคัญนั้นเพื่อทำความเข้าใจแบบเร็ว ๆ เมื่อทำเช่นนี้สำหรับเนื้อความทั้งหมดในเอกสารจะทำให้ได้เค้าโครงคร่าว ๆ ว่าสิ่งที่เอกสารต้องการจะสื่อคืออะไร เวลาพูดคำแปลไม่ควรแปลทุกคำที่ปรากฏในเอกสารเพราะจะทำให้แปลไม่ทัน (เนื่องจากมัวแต่ยึดตามโครงสร้างประโยคภาษาต้นทาง ซึ่งอาจไม่สัมพันธ์กับโครงสร้างประโยคภาษาปลายทางนัก) แต่ควรแปลแบบตีความโดยใช้เทคนิคที่ได้กล่าวถึงมาแล้ว ขณะแปลสายตาควรมองเอกสารตามโดยมองไล่ตามจุดสำคัญที่ได้ทำเครื่องหมายไว้ เพื่อให้เห็นเนื้อความสำคัญที่จะช่วยให้แปลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


การแปลแบบล่ามเป็นทักษะที่อาจเรียนต่อยอดจากการเรียนภาษา แต่ก็เป็นศาสตร์ในตัวของมันเอง ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในภาษาสองภาษาอาจเรียนวิธีการแปลแบบล่ามเพื่อให้เกิดความเข้าใจในหลักการและวิธีแปล จากนั้นอาจฝึกฝนให้เกิดทักษะความชำนาญเพื่อจะแปลแบบล่าม การเรียนการแปลแบบล่ามไม่ใช่การเรียนภาษา แต่ความรู้ด้านภาษาเป็นข้อกำหนดพื้นฐานที่ต้องมีสำหรับผู้เรียน ล่ามทุกคนต้องมีความสามารถทางภาษาเป็นพื้นฐาน แต่ไม่ใช่ผู้รู้ภาษาทุกคนจะสามารถแปลแบบล่ามได้


เอกสารอ้างอิง

Alessandrini, M.S. (1990). Translating numbers in consecutive interpretation: an experimental study. The Interpreters’ Newsletter, 3(0), 77-80.

Braun, S. & Clarici, A. (1996). Inaccuracy for numerals in simultaneous interpretation: an experimental study. The Interpreters’ Newsletter, 7(0), 85-102.

Denissenko, J. (1989). The theoretical and practical aspects of teaching conference interpretation. (L. Gran & J. Dodds, Eds.), Communicative and Interpretive Linguistics, 155-157.

Gile, D. (2009). Basic Concepts and Models for Interpreter and Translator Training. Amsterdam: John Benjamins publishing company.

Gile, D. (2017). Testing the Effort Models' tightrope hypothesis in simultaneous interpreting - A contribution. HERMES - Journal of Language and Communication in Business, 12(23), 153. doi:10.7146/hjlcb.v12i23.25553

Mazza, C. (2001). Numbers in Simultaneous Interpretation. The Interpreters’ Newsletter, 11(0), 87-103.

Pöchhacker, F. (2016). Introducing Interpreting Studies (2nd Edition). New York: Routledge.

Seleskovitch, D. (1978). Interpreting for International Conferences. (Eric Norman McMillan & Stephanie Dailey, Trans.). Washington DC: Pen & Booth.

What are working languages to a conference interpreter? (2012). Retrieved May 6, 2020, from https://aiic.net/page/4004/what-are-working-languages-to-a-conference-interpreter/lang/1


 

เกี่ยวกับผู้เขียน

ร.ศ. ศศี จันทร์ประพันธ์ schanprapun@yahoo.com เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นล่ามการประชุมอิสระ สมาชิกสมาคมล่ามการประชุมระหว่างประเทศ (AIIC) เป็นอาจารย์สอนโครงการปริญญาโทการแปลล่ามที่ศูนย์การแปลและล่ามเฉลิมพระเกียรติ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความสนใจเรื่องการแปลและการแปลแบบล่าม ต้องการยกระดับวงการล่ามไทยให้มีมาตรฐานที่ดี และส่งเสริมศักดิ์ศรีในอาชีพล่าม

631 views0 comments